วันอังคารที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2561

"4 ศาสตร์การลงทุน"

ทำไมต้องลงทุนใน 4 เรื่องข้างต้น ผู้เขียนได้อธิบายถึงเหตุผล และพยายามพูดถึงภาพรวมของการลงทุนในเรื่องต่างๆ ซึ่งประเด็นที่คนส่วนใหญ่กำลังให้ความสนใจ ผู้เขียนได้กล่าวถึง การลงทุนใน 4 เรื่องดังกล่าวนั่นเอง

ผมขอสรุปเรื่องราวของการลงทุนใน 4 เรื่อง ดังนี้

1. การลงทุนในหุ้น (STOCK)

มุมมองของนักเขียนได้กล่าวถึง "การเล่นหุ้น" เป็นเรื่องของ "การทำเงิน" ใน 2 รูปแบบ ได้แก่
- "เล่นหุ้น แบบทำงานเพื่อเงิน" - "Work for money"
- "ออมหุ้น แบบให้เงินทำงาน" - "Money work for you"

5 เรื่องที่ต้องรู้ก่อนเข้าตลาดหุ้น
1. โคตรยากถ้าอยากได้เงินเร็ว โคตรง่ายหากต้องการลงทุนระยะยาว
2. ลงทุนในหุ้นคล้ายลงทุนในที่ดิน แต่ผลตอบแทนที่มีค่าเฉลี่ยสูงกว่า แถมมีปันผล (ในหุ้นบางตัว)
3. คนส่วนใหญ่ชอบซื้อหุ้นแพง แล้วขายถูก (ซื้อตอนข่าวดี ขายตอนข่าวร้าย) แล้วถ้าเราเปลี่ยนวิธีคิดหล่ะ น่าจะดีกว่ามั้ย
4. เราสามารถออมหุ้นได้ โดยไม่ต้องเลือกหุ้น เพียงแค่เรารู้จัก ETF
5. ออมในหุ้นเราไม่ต้องขายก็ได้ แค่ให้มันปันผลเล้ยงเราไปชั่วชีวิต

3 เรื่องต้องรู้ก่อน "ออมในหุ้น" = รู้ Mindset (มีวิธีคิดที่ถูกต้อง) / รู้ Fundamental (อ่านงบการเงินขาด) / รู้ Technical (ศึกษาการอ่านกราฟให้แตก)

การลงทุนแบบ VI - กฎการลงทุนสุดคลาสสิกของ Warren Buffett คือ
กฎข้อที่ 1 อย่าขาดทุน
กฎข้อที่ 2 อย่าลืมกฎข้อที่ 1

5 Must do สำหรับนักลงทุน VI
- วิเคราะห์การลงทุนตามแนวโน้มใหญ่ (ดู Mega trend)
- วิเคราะห์อุตสาหกรรม
- วิเคราะห์บริษัทเชิงคุณภาพ
- วิเคราะห์บริษัทเชิงปริมาณ
- ประเมินมูลค่าหุ้น


2. การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (Property)

หนึ่งในสินทรัพย์ที่คนทั่วไปลงทุนไว้เพื่อความมั่นคงของชีวิต คือ อสังหาริมทรัพย์ เช่น บ้าน ที่ดิน คอนโด ฯลฯ ปัจจัยของราคาที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี และชนะอัตราเงินเฟ้อ ....

ข้อควรปฏิบัติในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์มีประมาณ 20 เทคนิค ดังนี้
1. ก่อนอื่นเราต้องเปลี่ยน Mindset ในการลงทุนก่อน
2. วางแผนในการลงทุน (หาเงิน เก็บเงิน บริหารเงิน)
3. รู้จักตัวเอง
4. รู้จักแหล่งเงินทุน
5. ตั้งงบการลงทุน
6. ทำเล ทำเล ทำเล
7. ได้กำไรตั้งแต่ตอนซื้อ
8. เช็กอัตราผลตอบแทนได้ทันที
9. กระแสเงินสดต้องบวกเท่านั้น
10. หาความรู้และข้อมูลทาง online
11. ลงพื้นที่สำรวจจริง
12. รู้จักผู้ขาย
13. ต้องมีราคาในใจ
14. การเจรจาต่อรอง
15. เตรียมเอกสารสัญญาจะซื้อจะขาย เงินสด เช็ค ให้พร้อม
16.เตรียมห้องรอการประเมิน
17. การโอน
18. ตกแต่งห้อง
19. ปล่อยเช่าง่าย
20. รักในทรัพย์ที่ลงทุน


3. การลงทุนในธุรกิจ Startup

เรื่อง Startup เป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงมากในช่วง 2 - 3 ปีที่ผ่านมานี้ จุดสำคัญที่ทำให้ Startup เป็นที่น่าสนใจ คงเพราะเป็นการทำธุรกิจที่ทำให้เกิดมูลค่าสูงสุดและมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด

ตัวอย่างที่อธิบายมูลค่าของ startup เช่น WhatsApp มีคนทำงานเพียงแค่ 55 คน แต่มี Market Cap. เท่ากับคนจำนวน 30,000 คนของบริษัท SCG

11 เหตุผล ทำไม Startup ไทยน่าลงทุน
- รัฐบาลสนับสนุนให้เกิดโอกาสสำหรับ Startup มากขึ้น
- ประเทศไทยได้เข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลแล้ว คุณทราบหรือไม่ว่า ตอนี้มีประชากรกว่าครึ่งประเทศไทยที่ใช้เวลาในชีวิตอยู่บนโลกออนไลน์
- คนวัยทำงานกับเทคโนโลยี
- พฤติกรรมผู้บริโภคแบบใหม่ "ต้องการใช้บริการแต่ไม่ได้อยากเป็นเจ้าของ"
- Venture Capital ในประเทศไทยยังคงมีน้อย และมูลค่าก็ยังคงเล็กอยู่
- ปัจจุบันมี Corporate Venture Capital, accelerators, Series A fund ของหลายๆ ที่อยู่ในตลาดแล้ว นั่นหมายความว่าบริษัทจะมีช่องทางระดมทุนและเติบโตได้ เมื่อเขาพร้อม
- จำนวนสตาร์ทอัพที่เพิ่มมากขึ้น เพิ่มโกาสในการดีลเรื่องการลงทุนมากขึ้น
- ผู้ประกอบการ startup ไทยมีเจ๋งๆ หลายราย
- มีหลายธุรกิจได้ขายกิจการ หรือควบรวมกิจการ กับ startup ต่างชาติแล้ว
- startup เมืองไทย ไม่ได้มีแค่ E-commerce
- การสนับสนุน Ecosystem ของ startup ไทย กำลังดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ startup ไทยเก่งขึ้นมาก


4. การลงทุนในสิ่งที่เรารัก (Passion Investment)

นับว่าเป็นการลงทุนแบบใหม่ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน การลงทุนในสิ่งที่เรารัก นอกจากจะได้ผลตอบแทนที่เป็นตัวเงินแล้ว ยังได้ตอบสนองความสุขทางใจด้วย ตัวอย่างการลงทุนในสิ่งที่เรารัก เช่น นาฬิกา ไวน์ เพชร พลอย แสตมป์ เหรียญทองเก่ายุคโรมัน งานศิลปะ ฯลฯ

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Passion Investment เติบโต
1. ทิศทาง (Trend)
2. ความรู้ (Knowledge)
3. สื่อ (Media)
4. กิจกรรม (Event)

ในเมืองไทย การลงทุนในสิ่งที่รักอาจจะยังไม่ค่อยแพร่หลายมากนัก เราอาจมองว่าเป็นของสะสมมากกว่า แต่ถ้าเราสามารถศึกษาและนำมาทำเป็นเรื่องเป็นราว เราอาจจะพบกับการลงทุนในสิ่งที่เรารักก็ได้ (ได้ทั้งผลตอบแทนและความพอใจ)

-------------------------------------------------



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น