วันจันทร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2561

วิเคราะห์ 5 ประเด็นหลังเกมลิเวอร์พูลไล่เจ๊าเชลซี ดีพอไหมที่ทั้งคู่จะลุ้นแชมป์?


เป็นเกมที่เปี่ยมด้วยคุณภาพ ต้องให้เครดิตทั้งสองทีม โดยเฉพาะความยอดเยี่ยมของเอแด็น อาซาร์ และตัวสำรองทีเด็ดของเจอร์เก้น คล็อปป์ ที่เซฟแต้มสำคัญให้กับลิเวอร์พูลไว้ได้


- อาซาร์ คือ นักเตะที่ดีที่สุดในพรีเมียร์ลีก

จากข้อถกเถียงที่ว่า ใครคือนักเตะที่ดีที่สุดในเวทีพรีเมียร์ลีก? ถึงตอนนี้คงจะได้บทสรุปแล้วว่า เอแด็น อาซาร์ คือ เบอร์หนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย เขาตอกย้ำความเป็นดาวเด่นกับลิเวอร์พูล สองนัดซ้อน

    ประตูที่เขาส่องตาข่ายผ่านทั้งซิมง มิโญเล่ต์ และ อลีสซง เบ็คเกอร์ บ่งบอกความเป็นยอดเพชรฆาตที่พร้อมจะลงโทษคู่แข่งทันทีที่เปิดช่องว่างให้ 

    ฤดูกาลนี้ อาจจะเป็นอีกปีที่ดีอีกปีหนึ่งของปีกเบลเจี้ยนรายนี้ สิ่งที่เพิ่มมูลค่าให้กับตัวเขา คือการทำประตู ซึ่งในปีนี้ซัดไปแล้ว 6 ลูก และในตอนนี้หลายคนนำเขาไปเปรียบเทียบกับลิโอเนล เมสซี่ และคริสเตียโน่ โรนัลโด้ 

    บางที อีกไม่นาน เราอาจได้เห็นมนุษย์ต่างดาวตัวใหม่ถือกำเนิดคือ นั่นคือ เอเด็น อาซาร์

- สามแนวรุกของหงส์แดง ไม่เปรี้ยงปร้าง

หากเปรียบผลงานเมื่อปีที่แล้วของสามประสาน"ซาดิโอ มาน่ - โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ - โมฮาเหม็ด ซาลาห์" เหมือนกับมีดดาบที่ไว้ทิ่มแทงฝ่ายตรงข้ามให้กระอักเลือด แต่ซีซั่นนี้ มีดเล่มนั้นกลับไม่สามารถเชือดเฉือนเลือดเนื้อได้เหมือนเก่า

    เกมนี้ ทั้งฟีร์มีโน่ และ มาเน่ เล่นได้ต่ำกว่ามาตรฐานซะเหลือเกิน ทั้งคู่ต่างจับบอลตลอด 90 นาที รวมกันได้เพียง 88 ครั้ง (คนละ 44 ครั้ง) ส่วนโม ซาลาห์ ก็ไม่ได้ดีกว่ากันเท่าไหร่ ได้บอลเพียง 46 ครั้งเท่านั้น โดยเฉพาะจังหวะที่ได้หลุดเดียวในครึ่งแรกเชื่อว่าหากเป็นบังโม ซีซั่นที่แล้ว รับรองว่าลูกบอลได้อยู่ในตาข่ายแน่นอน

    การโดนแนวรับที่สุดเคี่ยวของเชลซี พากันให้ทั้งสามคน ออกทะเล พร้อมกัน อย่างไรก็ตาม ก็ต้องยกเครดิตให้กับ แผงแบ็กโฟร์ของเจ้าถิ่นด้วยแหละ ที่ทำหน้าที่ได้ดีจริงๆ

    - สัญญาณที่ดีกับการคัมแบ็กแต่ไม่ดีสำหรับ"ซาลาห์"

   แม้จะไม่สามารถเก็บชัยได้รวด 7 นัด แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไรสำหรับลิเวอร์พูล กับการได้หนึ่งคะแนนจากทีมระดับเดียวกัน ที่สำคัญมันมองเห็นอะไรได้มากกว่านั้นกับการได้ผลเสมอนี้มา

    แววตาและความมุ่งมั่นของแข้งหงส์แดง ตอนที่สกอร์ยังตามหลัง เป็นสิ่งที่บ่งบอกว่า หัวจิตหัวใจ ที่ไม่ท้อถอย ยังเดินหน้าเพื่อลุ้นประตู สังเกตได้จากจังหวะที่ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน โดนเปลี่ยนตัวออก ในทีแรกดูเหมือนว่าเขาจะไม่สบอารมณ์นัก แต่มันคือความตั้งใจที่อยากสู้ไปกับทีม จากนั้นเขาก็ส่งต่อความรู้สึกนี้ให้กับคนที่ลงสนามมาแทน

    อย่างไรก็ตาม เราไม่ได้เห็นความรู้สึกนี้เลยจากแววตาคู่นั้นของซาลาห์ เชื่อว่าแฟนหงส์คงสัมผัสได้กับความหมดความมั่นใจ จริงอยู่ว่าสถิติโดยรวมในฤดูกาลนี้ ทั้งเรื่องการสร้างสรรค์โอกาส การมีส่วนร่วมกับเกม ยังไม่ต่างกับฤดูกาลที่แล้ว แต่ผลลัพธ์ในรูปธรรม มันตกลงอย่างเห็นได้ชัด

    - บทพิสูจน์ของนายด่านค่าตัวแพง

   จำนวนเงิน 66 ล้านปอนด์ ที่ลิเวอร์พูล จ่ายเพื่อคว้าตัว อลีสซง หรือ เงิน 71 ล้านปอนด์ที่ เชลซี ทุ่มเป็นค่าฉีกสัญญา แก่ เกป้า อาร์ริซาบาลาก้า มาวันนี้ได้ทำให้เห็นแล้ว เม็ดเงินดังกล่าวมันคุ้มค่าแค่ไหนที่ทั้งสองทีมได้จ่ายไป

    หากไม่ได้ผู้รักษาประตูทีมชาติบราซิล หงส์แดง คงตามหลังมากกว่าหนึ่งประตูไปแล้วก็ได้ ช็อตที่เชฟลูกหลุดเดี่ยวของอาซาร์ นับเป็นการอ่านเกมที่ยอดเยี่ยม หรือในรายนายด่านสแปนิช ที่ล้มตัวเซฟลูกยิงของมาเน่ ได้ว่องไว 


 โดยประตูที่ทั้งคู่เสียไป ไม่สามารถกล่าวโทษอะไรพวกเขาได้ นอกจากจะชมว่าคนที่ยิงมันยอดเยี่ยมกว่าเท่านั้นเอง

    - ขุมกำลังสำรองที่แข็งแกร่ง

หลายปีที่ผ่านมา ลิเวอร์พูล ของเจอร์เก้น คล็อปป์ มีปัญหาเรื่องของตัวสำรองมาโดยตลอด และสิ่งที่เห็นผลได้ชัดคือเกมนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่มองไปที่ม้านั่งแล้วมองไม่เห็นผู้เล่นคนใดจะลงมาเปลี่ยนเกมได้เลย

    แต่ในปีนี้ เหล่าผู้เล่นที่คล็อปป์ ดึงเข้ามาอย่าง อลีสซง เบ็คเกอร์, ฟาบินโญ่, นาบี้ เกอิต้า, เซอร์ดาน ชากิรี่ ช่วยเข้ามาทำให้ขุมกำลังของหงส์แดงดีขึ้นในทุกจุด และที่สำคัญคือการมอบโอกาสให้ แดเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ กลับมามีส่วนร่วมกับทีมอีกครั้ง ซึ่งมันเหมือนการได้นักเตะชั้นดีเพิ่มเข้าสู่ทีมอีกหนึ่งคน

    และในวันที่รูปเกมดูอึดอัด อย่างนัดนี้ การส่ง ชากิรี่, เกอิต้า, สเตอร์ริดจ์ ที่สตาร์ทที่ม้านั่งข้างสนามลงมาเป็นตัวสำรอง ก็กลายเป็นไพ่เด็ดที่ทำให้ลิเวอร์พูล รอดพ้นจากความพ่ายแพ้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สเตอร์ริดจ์ กับลูกยิงสุดมหัศจรรย์

 - ลุ้นแชมป์มันสุดในรอบหลายปี

 ซีซั่นที่แล้ว แมนฯซิตี้ กลายเป็นม้าตัวเดียวที่วิ่งเข้าเส้นชัยแบบไม่เหลียวแลข้างหลัง ระยะห่าง 19 แต้มต่อทีมรองแชมป์ กลายเป็นการครองบัลลังก์แบบไม่ต้องให้แฟนพรีเมียร์ฯได้ลุ้นอะไรเลย

    ย้อนไปก่อนหน้านั้น ที่เลสเตอร์ และเชลซี ได้แชมป์ ก็ไม่มีทีมใหญ่ก้าวขึ้นมาเบียดแย่งแชมป์ได้เลยนอกจากสเปอร์ส ที่ได้เบียดกับเดอะ ฟ็อกซ์ ในช่วงๆท้าย และเท่าที่พอจะนึกออกการลุ้นแชมป์ของบิ๊กทีม ก็ต้องถอยเวลาไปเมื่อฤดูกาล 2013/14 ที่ลิเวอร์พูล ยุค เบรนแดน ร็อดเจอร์ ลุ้นแชมป์กับเรือใบสีฟ้า

    หลังจากเปิดลีกมา 7 นัด และเกมจากคู่นี้ เห็นได้เลยว่า ทั้ง เชลซี และ ลิเวอร์พูล มีดีพอที่จะก้าวขึ้นมาเขย่าเก้าอี้แชมป์ของแมนฯซิตี้ 

    ขุมกำลังของสิงห์บลูส์ ล้วนแต่เคยมีประสบการณ์คว้าแชมป์พรีเมียร์ฯมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็น เอแด็น อาซาร์, เชส ฟาเบรกาส, เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า และวิลเลี่ยน ส่วนแข้งลิเวอร์พูล ก็มีประสบการณ์ที่ดีจากการเข้าชิงบอลยุโรป เมื่อปีที่แล้ว

    ฤดูกาล 2018/19 ยังมีเส้นทางอีกยาวไกล และอาจมีเพียงม้าสามตัวที่แข่งขันเข้าเส้นชัยตลอดระยะ 38 เกม สิ่งที่เห็นได้จากนัดนี้เป็นเกมนี้มีคุณภาพเต็มเปี่ยม คงไม่แปลกนักถ้าจะยกให้ทั้งคู่เป็นทีมที่จะลุ้นแชมป์ได้เต็มตัว



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น